เข้าสู่โค้งสุดท้ายของปีกับงานมหกรรมยานยนต์ Thailand International Motor Expo 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2568 โดยตัวเลขยอดจอง 7 วันแรก (28 พ.ย. – 4 ธ.ค.) ที่พุ่งสูงถึง 28,254 คัน ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติยอดขาย แต่มันคือภาพสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในปี 2025 ที่กำลังจะมาถึง
วันนี้ Thumbsup จะพาไปเจาะลึก Insight จากตัวเลขเหล่านี้ ว่าภายใต้สมรภูมิ Red Ocean ที่เดือดพล่าน ใครคือผู้ชนะตัวจริง และแบรนด์ไหนที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก

ภาพจาก Motor Expo
Toyota ครองเบอร์หนึ่ง สะท้อนความเชื่อมั่น
ท่ามกลางพายุ Disruption ของรถยนต์ไฟฟ้าที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย Toyota ยังคงยืนตระหง่านเป็นอันดับ 1 ด้วยยอดจองถล่มทลายถึง 4,808 คัน ซึ่งทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสองเกือบเท่าตัว ตัวเลขนี้ส่งสัญญาณสำคัญในเชิงการตลาดว่า Trust หรือความเชื่อมั่นในแบรนด์ ยังคงเป็น Asset ที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดเมืองไทย
กลยุทธ์ของ Toyota ที่ไม่ยอมทิ้งรถสันดาปและ Hybrid (HEV) แต่เลือกเดินเกมทางเลือกที่หลากหลาย กลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้พวกเขากินรวบกลุ่ม Mass Market ที่ยังมีความกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของ EV หรือกังวลเรื่องราคาขายต่อ การที่ Toyota ยังครองแชมป์ได้ขนาดนี้ สะท้อนว่าผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ยังมองหาความอุ่นใจในระยะยาว มากกว่าแค่ความหวือหวาของเทคโนโลยี
BYD vs Honda การปะทะกันของสองขั้วอำนาจ
อันดับ 2 และ 3 คือภาพแทนของการต่อสู้ระหว่าง คลื่นลูกใหม่ กับ ยักษ์ใหญ่ดั้งเดิม
- BYD ยึดอันดับ 2 อย่างเหนียวแน่นด้วยยอด 2,537 คัน การรักษาตำแหน่งนี้ไว้ได้พิสูจน์แล้วว่า BYD ได้ก้าวข้ามคำว่ารถจีนไปสู่การเป็น Global Brand ในใจคนไทยเรียบร้อยแล้ว ด้วยกลยุทธ์ราคาที่ดุดันและ Product Lineup ที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์
- Honda ตามมาในอันดับ 3 ที่ 2,314 คัน แม้จะถูกแซงไปบ้าง แต่ตัวเลขระดับนี้ยืนยันว่า Honda ยังมี Brand Loyalty ที่แข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบสมรรถนะการขับขี่และบริการหลังการขายแบบญี่ปุ่น
ปรากฏการณ์ “จีนล้อมเมือง” ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง
เมื่อกวาดสายตาลงมาตั้งแต่ Top 4 ถึง Top 10 เราจะพบกับ Insight ที่น่าขนลุกสำหรับค่ายรถญี่ปุ่น เพราะพื้นที่ตรงนี้กลายเป็น สนามเด็กเล่น ของแบรนด์จีนไปแล้วเกือบทั้งหมด
- GAC (AION) พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 4 (1,819 คัน)
- MG ยืนระยะที่อันดับ 5 (1,804 คัน)
- GEELY น้องใหม่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยยอด 1,667 คัน (อันดับ 6)
- GWM (1,594 คัน) และ DEEPAL (1,476 คัน) ตามมาติด ๆ
หากนับรวม BYD ใน Top 10 จะมีแบรนด์จีนถึง 6 แบรนด์! คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มผู้นำเกินกว่า 60% นี่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดรถยนต์ไทยครั้งประวัติศาสตร์ ที่ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทย Move on จากแบรนด์เดิม ๆ ได้ไวมาก หากมีสินค้าที่ตอบโจทย์เรื่องความคุ้มค่ากับเงินในกระเป๋า และได้นวัตกรรมได้ดีกว่า
ภาพของรถญี่ปุ่นกลายเป็นแค่แบรนด์ทางเลือก
ในขณะที่แบรนด์จีนกำลังเริงร่า แบรนด์ญี่ปุ่นดั้งเดิมกลับต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนัก
- Mitsubishi (อันดับ 9 – 1,302 คัน) และ Isuzu (อันดับ 11 – 729 คัน) ซึ่งเคยเป็นเจ้าตลาดรถกระบะและ PPV เริ่มเห็นตัวเลขที่แผ่วลงอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ชะลอตัว และอีกส่วนคือการถูกแย่งชิงส่วนแบ่งจากรถ EV อเนกประสงค์
- Mazda (อันดับ 12 – 582 คัน) หลุดจาก Top 10 ไปไกล ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้เกม ทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์ใหม่และการสื่อสารการตลาด
ในทางกลับกัน เราเห็นการเติบโตของแบรนด์ใหม่ๆ อย่าง ZEEKR (527 คัน) และ XPENG (517 คัน) ที่แม้จะเป็นรถ EV ระดับพรีเมียมราคาสูง แต่กลับทำยอดจองได้น่าประทับใจ แซงหน้าแบรนด์ยุโรปหรูหลายค่าย แสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มเปิดใจยอมจ่ายแพงให้กับ Tech Luxury จากจีนแล้ว
Thumbsup มองว่า ตัวเลข 28,254 คันในช่วงครึ่งทางแรกของงาน Motor Expo 2025 สะท้อนให้เห็น
- Price War คือ New Normal: สงครามราคาทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้ Loyalty ลดลงเช่นกัน แบรนด์ต้องหาจุดขายอื่นนอกจาก ของถูก เพื่อรักษาลูกค้าในระยะยาว
- Tech is the new Sexy: ออปชันและเทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ แบรนด์ที่กั๊กออปชันจะอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ
- Hybrid คือทางรอดที่แท้จริง: ความสำเร็จของ Toyota และ Honda ยืนยันว่า ตลาดไทยยังไม่ได้ไป EV 100% ในทันที Hybrid คือจุดสมดุลที่ตอบโจทย์ที่สุดในตอนนี้
ช่วงเวลาที่เหลือของงาน Motor Expo จะเป็นบทพิสูจน์สุดท้ายของปี ว่าใครจะเข้าวินและปิดยอดได้สวยงามที่สุด แต่นาทีนี้ พูดได้เต็มปากเลยว่า “สมรภูมิยานยนต์ไทย ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว”
อ่านเพิ่มเติม



