![]()
ช่วงครึ่งปีหลังนี้ เราเริ่มเห็นวงการ Music Streaming ลุกเป็นไฟ ตั้งแต่ YouTube หันมาเปิดให้บริการเอง โดยใช้ชื่อว่า YouTube Music ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงทดลองใช้งานฟรี หรืออย่างข่าวล่าสุดที่ TikTok ก็หันมาเล่น Music Streaming เหมือนกัน คาดว่าจะออกให้ใช้งานทิ้งท้ายสิ้นปี 2562 เรียกว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดสุดๆ แล้วการแข่งขันสูงแบบนี้ ใครจะสามารถครองตลาดนี้กันได้บ้าง เดี๋ยวรู้กัน
การเติบโตของ Music Streaming
![]()
มูลค่าตลาด Music Streaming มีมูลค่าสูงถึง 1.73 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบสิบปี เนื่องจากการเติบโตของสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งเรื่องของราคาสมาร์ทโฟนที่ถูกลงและเข้าถึงผู้ใช้งานทุกกลุ่มได้ง่าย และที่สำคัญคือคุณภาพเสียงดีกว่าสมัยก่อน
นอกจากนี้ ยังรวมถึงเทรนด์การใช้สินค้าถูกลิขสิทธิ์ด้วย ทำให้ประเทศไทยฟังเพลงผ่าน Music Streaming มากกว่า 5,000 ล้านครั้ง ซึ่งการเก็บข้อมูลนี้มีบริการแค่ไม่กี่รายเท่านั้น ซึ่งปีหน้ามียักษ์ใหญ่อย่าง Youtube และ Tik-tok มาร่วมวงด้วย รับรองว่ายอดวิวจะสูงขึ้นไปอีกเท่าตัวแน่นอน
ใครน่ากลัวที่สุด
คำว่าน่ากลัวที่สุดนี้วัดได้จากหลายอย่าง แต่เราจะเริ่มจากการวิเคราะห์จุดแข็งของแต่ละค่ายกันดีกว่า เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละแบรนด์มีความโดดเด่นตรงไหน แล้วจะสามารถสู้กับรายอื่นได้หรือไม่
Apple Music
![]()
Apple Music เป็น Music Streaming ของ Apple ช่วงที่ Apple เข้ามาตีตลาดในไทย เป็นช่วงบริการฟังเพลงในไทยยังนิยมโหลดจากเว็บเถื่อนอยู่ ถ้าดาวน์โหลดของแท้ก็ต้องเสียค่าบริการเพลงละ 39 บาท
ซึ่งในยุคนั้นถือว่าแพงมาก ถ้าจะมองข้อดีของ Apple Music คงเป็นเรื่องของฐานแฟนเพลง และเพลงสากลที่มีให้เลือกหลากหลาย แต่ข้อที่อาจจะด้อยกว่าเจ้าอื่นคือลูกเล่นที่น่าสนใจของ Apple Music ที่ไม่ค่อยโดนใจผู้ใช้งานเท่าไหร่
แต่ก็มีราคาพิเศษสำหรับนักศึกษาที่ 69 บาท ส่วนผู้ใช้งานทั่วไป 129 บาท หรือแบบครอบครัว 199 บาท เรียกได้ว่า Apple Music เริ่มปรับราคาให้ได้มาตรฐานแบบเดียวกับคู่แข่งบ้างแล้ว
Spotify
ขอบคุณรูปภาพจาก Engadget
Spotify ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพเสียงและมี AI ช่วยสุ่มเพลงให้ฟังอย่างราบรื่น ทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนได้ฟังเพลงใหม่ๆ ในแนวที่ตัวเองชอบตลอดเวลา ทำให้อยากกลับมาฟังเพลงซ้ำใน Spotify อีก ส่วนจุดด้อยคงเป็นเรื่องของการฟังเพลงฟรีได้น้อย มีโฆษณามาคั่นทุก 30 นาที รวมทั้งจำกัดการสุ่มเลือกเพลง เมื่อเทียบกับการใช้งานบน JOOX
ทางด้านราคาของ Spotify นั้น อยู่ที่ 129 บาทต่อเดือน แบบแฟมิลี่ 199 บาทต่อเดือน แต่สามารถเลือกใช้ในราคาพิเศษร่วมกับพาร์ทเนอร์หรือบัตรเครดิตได้มากมาย
JOOX
![]()
JOOX มีจุดเด่นที่น่าสนใจ คือสามารถฟังเพลงฟรีได้สบายๆ แค่มีโฆษณาคั่นเท่านั้น ทำให้เข้าถึงคนฟังได้มากกว่าในทุกๆ แบรนด์ แต่ข้อเสียคงเป็นเรื่องระบบการสุ่มเพลงที่ฟังแล้วไม่ลื่นหูสักเท่าไหร่ ระบบยังคงสุ่มเพลงเดิมๆ ทำให้คนฟังเบื่อเพลงที่เล่นซ้ำบ่อยๆ ได้ง่าย
ส่วนเรื่องของราคาก็ค่อนข้างหลากหลายกว่า คือ รายเดือน 99 บาท ราย 3 เดือน 279 บาท และแบบรายปีคือ 879 บาท ก็แล้วแต่ลูกค้าเลือกใช้งานกันไป
YouTube Music
![]()
YouTube นอกจากเป็นผู้นำแห่งวงการคลิปวิดีโอเป็นอันดับ 1 ของโลกแล้ว เมื่อบุกเข้ามาในวงการ Music Streaming คู่แข่งก็เตรียมตัวสะเทือนวงการได้เลย เพราะทุกเพลงบนโลกใบนี้ล้วนมีมิวสิควิดีโอใน YouTube และทุกเพลงทุกค่ายก็มี Official Chanel บน YouTube ทั้งสิ้น ทำให้ถือไพ่เหนือกว่าทุกรายอย่างแน่นอน
ส่วนข้อเสียคงเป็นเรื่องของแพคเกจการให้บริการ ที่ค่อนข้างแพงกว่าค่ายอื่น ด้วยค่าบริการ YouTube Music เดือนละ 129 บาท ถ้าสมัครผ่านแอพใน iOS ราคาเดือนละ 169 บาท
TikTok
![]()
อีกหนึ่งบริการที่น่าจับตามองที่พึ่งประกาศไปได้ไม่นานว่าจะมาเล่นใน Music Streaming เหมือนกัน แต่ยังไม่มีข้อมูลออกมามากนักแม้กระทั่งชื่อ ก็ต้องรอดูว่าจะมีลูกเล่นอะไรเหนือเจ้าใหญ่อื่นๆ หรือเปล่า
แต่สิ่งที่ทีมบริหาร TikTok บอกกับสื่อให้ทราบคือ ค่าบริการจะต้องถูกกว่า Spotify แน่นอน รวมทั้งกำลังเร่งคุยกับพาร์ทเนอร์วงการเพลงยักษ์ใหญ่มากมาย เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้งานได้ในราคาที่ถูกกว่าค่ายอื่นๆ
เป็นที่น่าสังเกตว่าแต่ละค่าย ต่างก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่ถ้าจะให้น่ากลัวที่สุดคงเป็น YouTube เพราะมี Data เยอะที่สุด แต่ก็ต้องรอดูว่าจะเดินกลยุทธ์มาถูกทางหรือเปล่า เพราะการที่เป็นเจ้าของทุกค่ายไม่ได้หมายความว่าจะสามารถดึงคนมาใช้งานได้เสมอไป
อีกอย่างหนึ่ง คือ คนไทยส่วนใหญ่คนฟังเพลงจาก Smartphone ประมาณ 93% แต่คนจะฟังเพลงผ่าน YouTube โดยการเปิดจากคอมพิวเตอร์มากกว่า (เพราะตอนนั้นยังไม่มี YouTube Music) ซึ่งความน่ากลัวนี้น่าจะมีให้เห็นในปีหน้า
จะสู้ยังไงให้รอด
ถ้าจะถอด Key success ของระบบ Music Streaming ในไทยคงมีแค่ไม่กี่ข้อ เพราะพฤติกรรมการฟังเพลงของคนไทยไม่ซับซ้อน
- คุณภาพของเสียงเพลงดี ลื่นหู จะยิ่งดีมมากขึ้น ถ้าคุณไฟล์คุณภาพเสียงประมาณ 320 kbps
- มีเพลงให้เลือกเยอะ ถ้าอยากเป็นเจ้าแห่ง Music Streaming ก็ควรมีเพลงเยอะและหลายแนวทั้งไทย สากล ลุกทุ่ง จากข้อมูลเรื่องพฤติกรรมการฟังเพลงของคนกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด มีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ผู้ให้บริการต้องเก็บทุกข้อมูลเชิงลึกของผู้ฟังให้ทั่วทุกกลุ่ม
- ราคาต่อเดือนไม่แพง ค่าเฉลี่ยค่าใช้บริการไม่ควรเกิน 130 บาทต่อเดือน หากใช้บริการเพียงคนเดียว หรือถ้าเป็นการซื้อแพคแบบครอบครัว ก็ไม่ควรหารค่าเฉลี่ยเกิน 50 บาท เพราะถ้าแพงมากก็จะไม่ดึงดูดใจ
- ส่วนที่เหลือพวกฟีเจอร์ต่างๆ นี้คงเป็นกลยุทธ์ที่แต่ละแบรนด์ต้องไปฟาดฟันกันเอง แต่สุดท้ายไม่ว่าจะฟาดกันยังไงคนที่ได้เปรียบที่สุดคือคนฟังนั่นเอง
ต้องจับตาดูว่า ในปีหน้า Music Streaming จะดุเดือดกันแค่ไหน และจะมีแบรนด์อะไรเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดนี้อีกหรือไม่ แต่ส่วนตัวผู้เขียน คิดว่ามีแน่ ที่สำคัญอย่าลืมจับตาดูฟีเจอร์ต่างๆ ที่มีการนำ AI มาเป็นตัวชูโรงสำคัญในการวิเคราะห์พฤติกรรมคนฟังด้วย รับรองว่าปีหน้าสงคราม Music Streaming ลุกไปไฟแน่นอน
Airpods หูฟังไร้สายยอดนิยม คลิกเลย