ในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถเปิดช่องของตัวเองและผันตัวมาเป็นครีเอเตอร์ได้เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว สมรภูมิของ Attention Economy จึงดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ การสร้างแบรนด์ส่วนบุคคล หรือ Personal Branding กลายเป็นอาวุธสำคัญที่แยกคนธรรมดาออกจากคนพิเศษ
วันนี้จะพาไปเจาะลึกองค์ความรู้จากเซสชันของ รษิกา พาณีวงศ์ หรือ Softpomz YouTuber ชื่อดังที่ผันตัวสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ และ CEO ของ Impressions ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ซึ่งได้มาแชร์เทคนิคแบบเจาะลึกบนเวที iCreator Camp ดังนี้

ทำไม Personal Branding ถึงยังสำคัญในยุค AI
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ในเมื่อ AI สามารถให้ข้อมูลและสร้างคอนเทนต์ได้มากมาย ทำไมเรายังต้องเหนื่อยสร้างตัวตน? คำตอบที่น่าสนใจจากมุมมองของผู้บริโภคคือ คนเรายังต้องการเสพสื่อและเรื่องราวจาก มนุษย์ ด้วยกันเอง มากกว่าการรับข้อมูลทื่อ ๆ จาก AI
การเป็นใครสักคนที่มีคนจดจำได้ ย่อมนำมาซึ่งโอกาสที่ง่ายกว่าเสมอ ไม่ว่าคุณจะมีผู้ติดตาม 1,000 คน หรือ 5,000 คน การมีคนรู้จักย่อมสร้างโอกาสและการต่อยอดได้ดีกว่าการเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จักเลย และที่สำคัญ การมีคนเชื่อใจเราสามารถนำไปสู่สภาพคล่องทางการเงินหรือรายได้ที่ดีขึ้น
Personal Branding ไม่ใช่การสร้างธุรกิจแบรนด์ แต่คือกระบวนการสร้างภาพจำ และสร้างความแตกต่างส่วนบุคคลท่ามกลางความเหมือน ซึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการสร้างสิ่งนี้ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่คือเวลาและความสม่ำเสมอ ครีเอเตอร์ที่ประสบความสำเร็จล้วนผ่านการทำซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ อย่างสม่ำเสมอ จนคนสามารถจดจำได้

Difference ไม่เท่ากับ Remarkable
คำถามยอดฮิตของคนที่อยากสร้างตัวตนคือทำยังไงให้ต่างจากคนอื่น? แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความแตกต่างเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการเรียกร้องความสนใจเท่านั้น หากคนในอุตสาหกรรมผมดำ แล้วเราทำผมสีแดง เราย่อมได้ความสนใจทันที แต่นั่นคือเป้าหมายระยะสั้นที่อาจไม่ยั่งยืน
สิ่งที่นักการตลาดและครีเอเตอร์ควรโฟกัสอย่างแท้จริงคือ ความน่าจดจำ ความสนใจที่ควรค่าแก่การจดจำจะต้องมอบคุณค่า ประโยชน์ หรือสร้างความหมายบางอย่างให้กับผู้ชม เพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกเสียดายเวลาชีวิต โดยสมารถแบ่งเทคนิคในการยกระดับความน่าจดจำถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับดังนี้
- LV.1 การมี Purpose: การมีดาวเหนือหรือเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าช่องของเราทำมาเพื่ออะไร หรือมีเจตนาอะไร
- LV.2 การฉีกขั้ว: หากคีย์เวิร์ดที่นิยามตัวเรามีแต่คำที่ไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เช่น การศึกษา, ที่ปรึกษา, เนิร์ด ภาพจำของเราอาจจะกลืนไปกับตลาด การเปลี่ยนคำใดคำหนึ่งให้ตรงข้ามหรือแตกต่างที่สุด จะช่วยสร้างความโดดเด่นและทำให้สมองของมนุษย์เกิดความ เอ๊ะ และจดจำได้ง่ายขึ้น

Forward vs. Backward และการสร้างแบรนด์
การเริ่มต้นสร้างตัวตนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่สามารถแบ่งแนวทางหลักออกเป็น 2 ทิศทาง ขึ้นอยู่กับความถนัดและเป้าหมายประกอบด้วย
- Forward Personal Branding: เหมาะกับคนที่อาจจะยังไม่ได้มองเป้าหมายปลายทางชัดเจนนัก แต่มีความเป็นศิลปินและสนุกกับการเป็นตัวเองในปัจจุบัน วิธีการคือลงมือทำไปเรื่อย ๆ นำเสนอสิ่งที่ตัวเองสนใจ และคอยสังเกตว่าผู้ชมหรือคนแปลกหน้ามักจะจดจำและทักทายเราด้วยคีย์เวิร์ดอะไร คีย์เวิร์ดเหล่านั้นคือคำใบ้ที่สามารถนำมาต่อยอดธุรกิจได้ เช่น การทำคอนเทนต์รีวิวอาร์ตทอยจนคนอินตาม นำไปสู่การต่อยอดขายอุปกรณ์เสริมหรือบัตรเปิดอาร์ตทอยที่สร้างรายได้ได้จริง
- Backward Personal Branding: เหมาะกับคนที่มีเป้าหมายชัดเจนมากว่าในอนาคตอยากขายอะไร หรืออยากร่วมงานกับแบรนด์ไหน วิธีนี้คือการคิดย้อนกลับมาว่าเพื่อที่จะไปถึงจุดนั้น เราต้องสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ ผลลัพธ์ หรือประสบการณ์อะไรให้คนดูเห็นซ้ำ ๆ เพื่อสร้างความเชื่อใจ เช่น หากปลายทางอยากมีแบรนด์สกินแคร์ คอนเทนต์ตั้งแต่วันแรกก็ต้องเน้นไปที่เรื่องผิวพรรณ แทนที่จะไปรีวิวคาเฟ่

เปลี่ยนผู้ติดตาม เป็นยอดขาย คืออีกความสำเร็จ
ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการทำคอนเทนต์อย่างมีวินัยไม่ใช่แค่ตัวเลขผู้ติดตามหรือยอดวิว แต่คือการสร้างรากฐานที่เรียกว่า ความเชื่อใจ หรือ Trust เมื่อเจตนาเปลี่ยนจากการทำคอนเทนต์เพื่อยอดวิว มาเป็นการทำคอนเทนต์เพื่อให้คนฟังและเชื่อใจ ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สำหรับสมการที่ใช้ต่อยอดสู่ธุรกิจคือ
TRUST + EXPERIENCE & RESULT + OPPORTUNITY = DEMAND
เมื่อเราทำอะไรซ้ำ ๆ จนเกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ คนดูจะเกิดความเชื่อใจ (Trust) จากนั้นพวกเขาจะเริ่มรู้สึกอยากได้รับประสบการณ์แบบที่เราได้รับบ้าง (Experience & Result) และเมื่อเราสร้างโอกาส (Opportunity) ที่เอื้อให้พวกเขาเข้าถึงสิ่งนั้นได้ง่ายขึ้น เมื่อนั้นความต้องการ (Demand) จะเกิดขึ้นทันที
การสร้างเสียงในหัวของผู้ชมให้เกิดคำถามว่า “อยากรู้จังว่าเวลาที่… เหมือน… มันเป็นยังไง” คือกุญแจสำคัญ เช่น “อยากรู้จังว่าเวลาลงทุนหุ้นถูกตัวเหมือนวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นยังไง” นี่คือกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงตัวตนเข้ากับมูลค่าทางธุรกิจอย่างแท้จริง
Thumbsup มองว่า การสร้างแบรนด์ส่วนตัวในยุคนี้ไม่ใช่การตะโกนให้ดังที่สุดเพื่อแย่งชิงความสนใจที่ฉาบฉวย แต่คือการหา Purpose ของตัวเองให้เจอ กล้าที่จะ ฉีกขั้ว เพื่อสร้างความน่าจดจำ และที่สำคัญที่สุดคือการสะสม Trust อย่างสม่ำเสมอ
สมการการตลาดไม่ได้เปลี่ยนไป หัวใจยังคงเป็นการมอบคุณค่าที่แก้ปัญหาหรือสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภค เพียงแต่รูปแบบการนำเสนอเปลี่ยนจากการใช้โลโก้บริษัทมาเป็นใบหน้าและตัวตนของเราเอง แบรนด์ที่แข็งแกร่งคือแบรนด์ที่คนดูรู้สึกอยากมีประสบการณ์ร่วมด้วย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Demand ที่ยั่งยืนในโลกยุคดิจิทัล
อ่านเพิ่มเติม



