The First 90 Days

คุณเคยได้ยินประโยคที่ว่า ความประทับใจแรกตัดสินทุกอย่าง หรือไม่ ในโลกของการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อคุณก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำ หรือ Leadership คำกล่าวนี้ไม่ได้เป็นแค่คำเปรย แต่มันคือเส้นตายของชะตากรรม Michael D. Watkins ผู้เขียนหนังสือ The First 90 Days ฟันธงไว้อย่างน่ากลัวว่า คุณมีเวลาเพียงแค่ 90 วัน หรือ 3 เดือนเท่านั้น ที่จะพิสูจน์ว่าตัวเองคือ ของจริง หรือเป็นแค่ความผิดพลาดของฝ่าย HR

วันนี้ Thumbsup จะพาไปถอดรหัสคัมภีร์เล่มนี้ ที่ไม่ได้บอกแค่ว่าต้องทำงานหนักอย่างไร แต่สอนวิธีวางหมาก ให้เดินเกมได้อย่างผู้ชนะตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้าออฟฟิศใหม่

The First 90 Days

90 วันแห่งความเป็นความตาย 

ทำไมต้อง 90 วัน? ในมุมมองของ Watkins ช่วงเปลี่ยนผ่าน คือช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่คุณไม่เก่ง แต่อยู่ที่คุณไม่รู้ว่าจะใช้ความเก่งอย่างไรในบริบทใหม่

ให้ลองจินตนาการถึงกราฟการลงทุน ช่วงแรกที่คุณเข้ารับตำแหน่ง คุณคือ Value Consumer ขององค์กร คุณต้องเรียนรู้ระบบ ทำความรู้จักคน และใช้ทรัพยากรต่าง ๆ โดยที่ยังไม่ได้สร้างผลผลิตอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน เป้าหมายสูงสุดในช่วงนี้คือการไปให้ถึงจุด Break-Even ให้เร็วที่สุด

จุดคุ้มทุนคือจุดที่คุณเริ่มสร้างคุณค่าคืนให้กับองค์กรได้มากกว่าที่คุณรับมา ยิ่งคุณไปถึงจุดนี้ได้เร็วเท่าไหร่ ความน่าเชื่อถือของคุณก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่ปัญหาส่วนใหญ่คือ ผู้นำหน้าใหม่มักติดกับดักเดิม ๆ คือพยายามใช้กระบวนท่าเดิมที่เคยทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จในที่เก่า มาใช้กับที่ใหม่โดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ซึ่งนั่นคือหายนะ

ลืมภาพเก่า แล้วมองภาพใหม่

ความผิดพลาดสุดคลาสสิกของคนเก่งคือ อีโก้ เรามักคิดว่าเราได้เลื่อนขั้นหรือถูกจ้างมาเพราะเราเก่งท่านี้ เราก็จะใช้ท่านี้แหละแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่ Watkins เตือนว่าหยุดเดี๋ยวนี้!

สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ Mental Break หรือการตัดขาดจากบทบาทเดิมอย่างสิ้นเชิง คุณต้องยอมรับว่าความสำเร็จแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้ที่นี่ จงใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์นั่งนิ่ง ๆ แล้วจินตนาการว่าคุณได้ทิ้งยศถาบรรดาศักดิ์เก่าไปหมดแล้ว และพร้อมจะเป็นน้ำไม่เต็มแก้วในที่ใหม่

ต่อมาคือการประเมินจุดแข็งจุดอ่อนใหม่ คุณอาจจะเก่งเรื่อง Tech หรือ Strategy แต่ในบทบาทใหม่ คุณอาจจะต้องดีลกับวัฒนธรรม หรือการเมืองภายในองค์กร ถ้าคุณรู้ตัวว่าอ่อนหัดเรื่องคน ก็อย่าฝืนเล่นบทบาทเดิม แต่ให้เร่งหาคนในทีมมาอุดรูรั่วนี้ หรือไม่ก็ต้องรีบพัฒนาทักษะนี้แบบเร่งด่วน

อ่านเกมให้ออกก่อนลงมือทำด้วย STARS Model

หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดจากหนังสือเล่มนี้คือ STARS Model ซึ่งจะช่วยให้คุณระบุได้ว่าสถานการณ์ที่คุณกำลังเผชิญอยู่คืออะไร เพราะแต่ละสถานการณ์ต้องการยาคนละขนานกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. Start-up: ทุกอย่างคือความว่างเปล่า หน้าที่ของคุณคือสร้างทุกอย่างจากศูนย์ ต้องใช้พลังงานสูงในการระดมทรัพยากรและคน
  2. Turnaround: เข้ามาในตอนที่ทีมหรือบริษัทกำลังพัง หน้าที่ของคุณคือการผ่าตัดด่วน ตัดเนื้อร้าย และเซฟชีวิตผู้ป่วย
  3. Accelerated Growth: บริษัทกำลังโตระเบิด หน้าที่ของคุณไม่ใช่การสร้าง แต่คือการวางระบบเพื่อรองรับการขยายตัวไม่ให้พังครืนลงมา
  4. Realignment: บริษัทเคยดีแต่เริ่มเป๋ หน้าที่ของคุณคือการปลุกยักษ์หลับ ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมหรือทิศทางใหม่
  5. Sustaining Success: เข้ามารับช่วงต่อจากทีมที่เก่งอยู่แล้ว ความท้าทายคือทำอย่างไรให้ดีขึ้นกว่าเดิมโดยไม่ไปพังของดีที่มีอยู่

การรู้ว่าตัวเองอยู่ในโหมดไหน จะช่วยให้คุณไม่เผลอใช้วิธีแบบกอบกู้สถานการณ์ที่ต้องดุดัน ไปใช้กับโหมดรักษาแชมป์ที่ต้องประนีประนอม และอาจทำให้ทีมงานต่อต้านได้

ชัยชนะเล็ก ๆ ที่มีความหมาย

อย่าพยายามเปลี่ยนโลกในวันเดียว แต่ให้มองหา Early Wins หรือชัยชนะระยะสั้นเพื่อสร้างโมเมนตัม แต่ระวัง! อย่าติดกับดัก Low-hanging fruit หรือการเก็บผลไม้ที่อยู่ต่ำเกินไปจนใคร ๆ ก็รู้ว่ามันง่ายและไม่มีค่า

ชัยชนะที่ดีในช่วง 90 วันแรก ต้องเป็นชัยชนะที่ตอบโจทย์เป้าหมายระยะยาว และต้องทำให้คนในทีมเห็นว่า เฮ้ย หัวหน้าคนนี้เอาจริงว่ะ เช่น การแก้ปัญหากระบวนการทำงานที่คั่งค้างมานาน หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแย่ ๆ ของทีม เช่น การมาสาย หรือการทำงานแบบไซโลให้ดีขึ้น การทำแบบนี้จะทำให้ทีมงานเริ่มศรัทธาในวิจารณญาณของคุณ

ศิลปะของการเลือกคนส่งผลต่อทีม

คุณเก่งแค่ไหนก็แบกโลกคนเดียวไม่ได้ ภารกิจสำคัญคือการประเมินทีมงานที่คุณมีอยู่ Watkins ให้เกณฑ์ 6 ข้อในการสแกนคนดังนี้

  1. Competence: เก่งจริงไหม?
  2. Relationships: เข้ากับคนอื่นได้ไหม?
  3. Trust: ไว้ใจได้แค่ไหน?
  4. Judgment: ตัดสินใจเฉียบคมหรือเปล่า?
  5. Energy: มีไฟในการทำงานไหม?
  6. Focus: จดจ่อกับงานหรือไม่?

ถ้าเป็นไปได้ ให้คะแนนลูกทีมทุกคนตามเกณฑ์นี้ ใครที่ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนตัวผู้เล่น โดยเฉพาะถ้าคุณอยู่ในโหมด Turnaround และที่สำคัญ ต้องดูเคมีของทีมโดยรวมด้วยว่ามีคลื่นใต้น้ำ หรือมีการเมืองภายในที่คุณมองไม่เห็นหรือไม่

อย่าเล่นการเมือง แต่จงเข้าใจการเมือง

คำว่าการเมืองในออฟฟิศอาจดูเป็นเรื่องลบ แต่ในความเป็นจริง มันคือเรื่องของอิทธิพล คุณไม่สามารถสั่งการทุกคนได้ด้วยตำแหน่งเพียงอย่างเดียว

จงหาให้เจอว่าใครคือ Key Influencer ในองค์กร คนที่เวลาพูดอะไรแล้วคนอื่นฟัง คนที่เป็นศูนย์รวมจิตใจ หรือแม้แต่คนที่เป็นฝ่ายค้านที่พร้อมจะขัดขาคุณ การเข้าหาคนเหล่านี้ไม่ใช่การเลียแข้งเลียขา แต่คือการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์เพื่อให้การผลักดันนโยบายของคุณราบรื่นขึ้น เทคนิคคือ ให้หัวหน้าของคุณช่วยแนะนำ หรือสังเกตเอาจากในที่ประชุมว่าสายตาของผู้คนจับจ้องไปที่ใครเวลาเกิดปัญหา

สุดท้ายแล้ว ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในช่วง 90 วันแรกไม่ใช่คู่แข่งหรือลูกน้องหัวแข็ง แต่คือ ตัวคุณเอง ความเครียด ความกดดัน และความโดดเดี่ยว อาจทำให้คุณตัดสินใจพลาดได้ง่าย ๆ

Watkins ย้ำเรื่องการรักษาสมดุล อย่าปล่อยให้งานกลืนกินชีวิตจนเสียศูนย์ สร้างวินัย วางแผนรายสัปดาห์ และทบทวนตัวเองทุกวันว่าวันนี้เราเข้าใกล้เป้าหมายหรือยัง การบริหารตัวเองให้มีสติที่มั่นคง คือรากฐานของการบริหารคนอื่น

Thumbsup มองว่า หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนคู่มือเอาตัวรอดที่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสวยหรู แต่คือยุทธวิธีในสนามรบจริง โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง STARS Model เพราะในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่ Disruption เกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้นำมักต้องสวมหมวกหลายใบ บางโปรเจกต์อาจจะเป็น Start-up แต่ภาพรวมบริษัทอาจจะเป็น Realignment การแยกแยะสถานการณ์ให้ออกคือทักษะที่สำคัญกว่าความเก่งเฉพาะทางเสียอีก

ถ้าคุณกำลังจะเริ่มงานใหม่ หรือเพิ่งได้โปรโมต อย่าประมาทกับเวลา 3 เดือนแรก เพราะมันคือช่วงเวลาที่คุณจะได้เขียนบทนำให้กับตำนานบทใหม่ของตัวคุณเอง… หรือไม่ก็จุดจบ

อ่านเพิ่มเติม

I'm a Content Creator and Storyteller, and i love Shooting my daughter :><: