ในโลกของสงครามสตรีมมิ่งที่ดุเดือด เรามักจะติดภาพจำว่าการต่อสู้ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในช่วง Prime Time หรือช่วงหัวค่ำที่คนกลับจากทำงานแล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาเพื่อดูซีรีส์คุณภาพเยี่ยมบน Netflix หรือ Disney+ แต่ข้อมูลล่าสุดจาก Nielsen กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้ชนะตัวจริงในสมรภูมินี้อาจไม่ใช่คนที่มี หนังฟอร์มยักษ์ มากที่สุด แต่คือคนที่มี คอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน มากที่สุดอย่าง YouTube

ปรากฏการณ์ Daytime Dominance
ลองนึกภาพตามดูนะ ตั้งแต่ตี 5 ที่นาฬิกาปลุกดัง หลายบ้านเริ่มเปิดทีวีทิ้งไว้ไม่ใช่เพื่อดูละคร แต่เพื่อฟังข่าวเช้า ดูวิธีการทำอาหาร หรือแม้แต่เปิดเสียงเพลงเพื่อทำสมาธิ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคยุคใหม่ กรณีศึกษาจาก Nancy Ann Ling วัย 57 ปีในเท็กซัสสะท้อนภาพชัดเจนว่า YouTube กลายเป็น เพื่อนคู่คิด ตั้งแต่เช้าจรดเย็น เธอเริ่มวันด้วยรายการทอล์กโชว์ยามดึกย้อนหลัง ตามด้วยวิดีโอปั่นจักรยานตอนออกกำลังกาย และจบด้วยข่าวท้องถิ่นขณะทำมื้อค่ำ
ตัวเลขจาก Nielsen ระบุว่าในเดือนพฤศจิกายน YouTube ครองส่วนแบ่งเวลาการรับชมบนหน้าจอทีวีในสหรัฐฯ ถึง 13% ทิ้งห่าง Netflix ที่ทำไปได้ 8% อย่างมีนัยสำคัญ แต่จุดที่น่าตกใจจริง ๆ คือช่วงเวลา 11 โมงเช้า ซึ่ง YouTube มีผู้ชมเฉลี่ยถึง 6.3 ล้านคน ในขณะที่ Netflix มีไม่ถึงครึ่งคือ 2.8 ล้านคน และแพลตฟอร์มใหญ่อื่นๆ อย่าง HBO Max หรือ Paramount+ มีผู้ชมไม่ถึง 6 แสนคนด้วยซ้ำในช่วงเวลานี้
ทำไม YouTube ถึงชนะในช่วงกลางวัน?
หัวใจสำคัญอยู่ที่คำว่า ความง่ายและความหลากหลาย YouTube ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ความบันเทิงแบบ Scripted หรือรายการที่ต้องใช้สมาธิจดจ่อสูง แต่มันคือคลังความรู้และสาระที่ผู้คนโหยหาในระหว่างวัน Matthew Lawrence ชายวัย 69 ปี ใช้ YouTube บนหน้าจอ 65 นิ้วเพื่อเรียนรู้วิธีการเล่นบิลเลียด เขาใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงทุกวันเพื่อ เรียนรู้ ก่อนไปซ้อมจริง สิ่งนี้สะท้อนว่า YouTube ได้กลายเป็น Instructional Tool หรือเครื่องมือการเรียนรู้ระดับโลกไปแล้ว
นอกจากนี้ การที่ YouTube เป็นแพลตฟอร์มเปิด ทำให้เกิดคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ Niche Interest หรือความสนใจเฉพาะกลุ่มได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าคุณจะอยากรู้วิธีซ่อมก๊อกน้ำ หรืออยากดูการเดินทางของซามูไรอย่างที่ Michelle Khare ทำ คอนเทนต์เหล่านี้ไม่มีทางหาได้บน Netflix แต่มันมีอยู่ล้นหลามบน YouTube
เมื่อความบันเทิงอย่างเดียวไม่พอ
เมื่อเห็นตัวเลขการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ YouTube โดยเฉพาะในกลุ่ม Video Podcast ที่มียอดชมผ่านจอทีวีเพิ่มขึ้นถึง 75% ในปีเดียว ทำให้ Netflix และ Amazon Prime Video เริ่มนั่งไม่ติด ทั้งสองเจ้ากำลังเร่งเพิ่มคอนเทนต์ประเภทที่คนสามารถ ฟัง หรือ ดูแบบไม่จดจ่อ ได้มากขึ้น เช่น การที่ Netflix เตรียมนำ Video Podcast ชื่อดังกว่า 34 รายการลงแพลตฟอร์มในปีหน้า หรือ Amazon ที่ดึงตัว Podcast ดังอย่าง New Heights มาไว้ในมือ
นี่คือการยอมรับโดยนัยว่า กลยุทธ์การทุ่มเงินสร้าง Original Content เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถยึดครอง Screen Time ของผู้บริโภคได้ทั้งหมด หากไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ในช่วงเวลา 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ 75% ของการฟัง Podcast เกิดขึ้น
การก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่การเป็น New Broadcast
YouTube ไม่ได้หยุดอยู่แค่คอนเทนต์จาก Creator เท่านั้น แต่กำลังรุกคืบเข้าสู่พื้นที่ของ Legacy Media อย่างเต็มตัว ล่าสุดมีการเซ็นสัญญาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดงานออสการ์นาน 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2029 ซึ่งเป็นการปิดฉากยุคสมัยของช่อง ABC ที่ถือครองมานานเกือบ 50 ปี นี่คือสัญญาณเตือนว่าในอนาคต YouTube จะไม่ใช่แค่แอปดูวิดีโอแก้เบื่อ แต่มันคือ สถานีโทรทัศน์แห่งชาติของโลกดิจิทัล ที่ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี
Thumbsup มองว่า ความสำเร็จของ YouTube บนหน้าจอทีวีตอกย้ำว่า บริบทสำคัญพอๆ กับเนื้อหา แบรนด์ไทยไม่ควรโฟกัสแค่การทำโฆษณาที่สวยงามในช่วงเวลาทองอีกต่อไป แต่ต้องมองหาช่องว่างในการแทรกตัวเข้าไปอยู่ใน Daily Routine ของลูกค้า ซึ่งปัจจุบันคนรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ต่างหันมาใช้ YouTube เป็นแหล่งข้อมูลหลักแล้ว
สงครามสตรีมมิ่งในวันนี้ไม่ได้สู้กันที่ความคมชัดของภาพหรือพล็อตเรื่องที่หักมุมเท่านั้น แต่มันคือการสู้กันว่าใครจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งใน จังหวะชีวิต ของผู้คนได้มากกว่ากัน YouTube พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะหน้าได้ทันที คือกุญแจสำคัญที่ทำให้พวกเขายึดครองหน้าจอทีวีได้ยาวนานที่สุด และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทั้ง Netflix และนักการตลาดทั่วโลกต้องรีบหาคำตอบให้เจอว่า ในระหว่างวันที่แสนวุ่นวาย แบรนด์ของคุณไปอยู่ตรงไหนในสายตาของลูกค้า?
อ้างอิง: New York Times
อ่านเพิ่มเติม



