![]()
หลัง Instagram เปิดตัวฟีเจอร์ Instagram Shopping ที่เปิดให้สามารถขายของกันได้สะดวกยิ่งขึ้น อำนวยความสะดวกตั้งแต่ มีป้ายราคาขึ้นในโพสต์ กดชำระเงินได้จากในแอป และติดตามผลตอบรับจาก Insight ทำให้แพลตฟอร์มนี้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ที่ทำ E-Commerce ไม่ควรมองข้าม
วันนี้ thumbsup จึงมาแนะนำวิธีการเปิดใช้งานฟีเจอร์ Instagram Shopping เพื่อให้เหล่า SME หรือ Brand ต่างๆ เข้ามาขายของในแพลตฟอร์มนี้กันได้ง่ายมากยิ่งขึ้นครับ วิธีการเปิดใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวมีดังนี้
![]()
1. มีคุณสมบัติตามลิสต์นี้หรือไม่
ก่อนอื่นเราต้องมาดูก่อนว่า เรามีคุณสมบัติตามนี้หรือไม่
- อยู่ในประเทศที่สนับสนุน Instagram Shopping (ซึ่งประเทศไทยสามารถใช้งานได้)
- ขายของในลักษณะที่จับต้องได้ (Physical Goods)
- ปฏิบัติตาม Facebook Commerce Policies ได้
- ใช้บัญชี Instagram แบบ Business Account
- บัญชี Instagram เชื่อมกับ Facebook Page
ถ้ามีครบทุกข้อแล้ว ก็ลุยกันต่อได้เลยครับ
![]()
2. เชื่อมเข้ากับ Catalogue
ตั้งค่าบัญชี Instagram ของเราที่เป็น Business Account เชื่อมเข้ากับ Facebook Catalogue โดยมี 2 ทางเลือกในสร้าง ดังนี้
ตัวเลือก 1 : ใช้ Catalogue Manager
คุณสามารถสร้าง Catalogue ใหม่ หรือใช้ Catalogue เดิมที่มีอยู่แล้วบน Facebook Catalogue ก็ได้ ซึ่งถ้าเราต้องการใช้ Product Tags และ Product Stickers จะต้องเลือกสร้าง “E-Commerce Catalogue”
ตัวเลือก 2 : ใช้ Facebook Partner
ส่วนใครที่สร้างเว็บขายสินค้าด้วย Shopify หรือ BigCommerce ก็สามารถตั้งค่าให้เชื่อมกับ Instagram และ Facebook Catalogue ของเราได้
![]()
3. สมัครเพื่อใช้ฟีเจอร์ Shopping
จากนั้นกดเข้า Settings -> Business -> Instagram Shopping แล้วกรอกข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ในการอนุมัติ โดยจะใช้เวลาเวลาในช่วงหนึ่งเพื่อให้ผ่านการอนุมัติ
หาก Instagram อนุมัติให้คุณใช้ฟีเจอร์ Shopping ได้ คุณจะได้รับการแจ้งเตือน (Notifications) เพื่อให้ตั้งค่า Instagram Shopping ให้เรียบร้อย โดยเมื่อตั้งค่าเสร็จเรียบร้อยเราก็จะสามารถเริ่มติด Tag ราคาบนสินค้าใน Posts และ Stories ของเราได้
![]()
4. เริ่มสร้าง Posts หรือ Stories เพื่อขายของ
แน่นอนว่าพอเราได้รับการอนุมัติจาก Instagram ให้ใช้ Shopping ได้แล้ว เราก็ต้องโพสต์ขายของลงบน Instagram กันแล้วเพราะแพลตฟอร์มนี้ช้าไม่ได้เพียงวินาทีเดียว!! ซึ่งใน post ที่มีภาพหรือคลิปแบบอันเดียว จะติด Product Tag ได้สูงสุดถึง 5 อัน ส่วน post ที่มีหลายภาพ จะติด Product Tag ได้สูงสุด 20 อัน
ส่วน Stories สามารถแปะ Product Sticker ได้เพียง 1 อันเท่านั้น แต่ก็สามารถปรับสีและขนาดได้
![]()
5. อย่าลืมดู Insights
สุดท้าย Instagram แนะนำว่าให้เราติดตามผลการตอบรับหลังใช้ Product Tag และ Product Sticker ด้วย โดยสามารถดูได้จากแท็บ Insight และเมื่อเรารู้ความต้องการของลูกต้าแล้วก็สามารถนำเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ต่อไป
ที่มา: Facebook Business